มูลนิธิเอสซีจี นำโดยคุณเชาวลิต เอกบุตร (ที่ 3 จากซ้าย) กรรมการบริหารมูลนิธิเอสซีจี และคุณสุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี (ที่ 2 จากซ้าย) ร่วมสนับสนุนงบประมาณจำนวน 10 ล้านบาทแก่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในโครงการ “ศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุระดับชาติ” เพื่อสร้างพื้นที่จำลอง Dementia friendly Environment ให้กับผู้ป่วยที่มีภาวะสมองเสื่อมเพื่อช่วยกระตุ้นความทรงจำ และพัฒนาการด้านต่างๆ โดยมี ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา (ที่ 3 จากขวา) คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล พร้อมด้วย ศ.นพ.ประเสริฐ อัสสันตชัย (ที่ 2 จากขวา) รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และประธานโครงการศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุระดับชาติ และ รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ (ที่ 1 จากขวา) รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร และกิจกรรมเพื่อสังคม เป็นผู้รับมอบ ศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุระดับชาติ เป็นต้นแบบการดูแลผู้สูงอายุในแนวทางเวชศาสตร์ผู้สูงอายุแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งจะให้บริการผู้ป่วยผู้สูงอายุอย่างครบวงจร ตลอดจนการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพกายและใจของผู้สูงวัย พร้อมด้วยศูนย์วิจัย ศูนย์ฟื้นฟู
มูลนิธิเอสซีจี นำโดยคุณเชาวลิต เอกบุตร (ที่ 2 จากขวา) กรรมการบริหารมูลนิธิเอสซีจี พร้อมด้วย คุณสุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี (ที่ 1 จากขวา) ร่วมสนับสนุนงบประมาณจำนวน 8 ล้านบาทแก่ มูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ ในโครงการ “New Immunotherapy ภูมิคุ้มกันบำบัด” รักษามะเร็งเต้านม โดยมี รศ.นพ.กฤษณ์ จาฏามระ (ที่ 2 จากซ้าย) หัวหน้าศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบ ระบบภูมิคุ้มกัน (New Immunotherapy) เป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษามะเร็ง รักษาโดยใช้เซลล์ภูมิคุ้มกันพื้นฐานที่มีมากที่สุดในร่างกาย กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน (T-cell) แล้วให้ไปกำจัดเซลล์มะเร็งโดยที่ผ่านมาศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อมะเร็งเต้านม สามารถรักษาคนไข้รายแรกสำเร็จ และมีแผนที่จะนำระบบภูมิคุ้มกันบำบัดมาช่วยรักษาคนไข้มะเร็งเต้านมรายอื่นๆ ต่อไป
คุณสุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี ได้มอบถุงยังชีพ
มูลนิธิเอสซีจี ให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในหลายจังหวัดจากผลของพายุเตี้ยนหมู่
18 กันยายน 2564, กรุงเทพมหานคร - บริษัท อิน เดอะ ลีด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด จัดงาน Youth In Charge The Kickoff
“อย่าปล่อยให้คำพูดของคนอื่นทำร้ายเรา เราต้องเปลี่ยนความคิดให้เรื่องแย่ๆ เป็นเหมือนสีสันที่เกิดขึ้นกับชีวิต เพราะชีวิตคนเราไม่ได้ราบรื่นหรือมีความสุขตลอดเวลามันต้องมีช่วงที่แย่บ้างก็ถือว่าเป็นสีสันไปค่ะ” (เสียงหัวเราะร่าเริง) ฝ้าย เล่าถึงเรื่องที่เคยถูกไซเบอร์บูลลี่เกี่ยวกับความพิการของเธอในช่วงที่กำลังเริ่มเป็นที่รู้จักจากการไลฟ์โชว์การแต่งหน้าด้วยเท้า การถูกคนในสังคมโซเชียลพูดดูหมิ่นครั้งนั้นทำให้ ฝ้าย รู้สึกแย่มากจนต้องเก็บตัวอยู่แต่ในห้องเกือบมีอาการซึมเศร้า แต่ด้วยความฝันอันยิ่งใหญ่ที่อยากเก็บเงินซื้อบ้านให้กับพ่อแม่ทำให้ ฝ้าย เอาชนะความอคติของคน และมองข้ามความผิดปกติของร่างกายที่พิการของตัวเอง พร้อมลุกขึ้นมาเปิดไลฟ์โชว์การแต่งหน้าด้วยเท้าอีกครั้ง จนเป็นที่รู้จักในฐานะบิวเตอร์บล็อกเกอร์ไร้แขนที่ใช้เท้าแต่งหน้าสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน บกพร่องเพียงแค่ร่างกาย แต่หัวใจแข็งแรง ฝ้าย-บุญธิดา ชินวงษ์ สาวน้อยตัวเล็กที่มีความผิดปกติทางร่างกายมาแต่กำเนิด ไร้แขนทั้งสองข้าง มีขาที่ยาวไม่เท่ากัน มีปอดข้างเดียว และมีอาการหลังคด ตอนที่ยังเล็กๆ หมอบอกกับแม่ของฝ้ายว่าจะมีอายุอยู่ได้แค่ 9 ปี เพราะว่ามีปอดแค่ข้างเดียว แต่ ฝ้าย ก็เจริญเติบโตผ่านวัยเด็กมาได้ด้วยร่างกายที่แข็งแรง ขณะนี้ ฝ้าย เรียนอยู่ปี 2 คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธุรกิจบัณฑิตย์ และมีอาชีพเป็นบิ้วตี้บล็อกเกอร์ที่โด่งดัง ความสดใส ร่าเริง ของฝ้าย ทำให้ใครๆ ที่ได้ยินก็มีความสุข จนกระทั่งเกิดวิกฤตโควิด-19 ที่ทุกคนได้รับผลกระทบกันหมดรวมถึง ฝ้าย จากที่เคยมีงานจ้างให้รีวิวสินค้าผ่านการไลฟ์โชว์แต่งหน้าก็ไม่มีลูกค้ารายได้ไม่เข้า แม้จะเป็นคนร่าเริงแต่วิกฤตนี้ก็ทำให้ ฝ้าย เริ่มรู้สึกแย่กับตัวเองและมีความเครียดเหมือนกับหลายคนที่กำลังเผชิญอยู่ แต่ด้วยความที่เป็นคนมีพื้นฐานจิตใจที่เข้มแข็ง ฝ้าย
มูลนิธิเอสซีจี ตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ในประเทศไทยที่ยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประเทศไทยได้รับเชิญจาก WorldSkills International ให้จัดส่งเยาวชนไปร่วมแข่งขันฝีมือแรงงานยุโรป ครั้งที่ 7
ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับสงครามโรคระบาดที่มีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 มากกว่าหมื่นคนต่อวัน เตียงสำหรับรองรับผู้ป่วย ทั้งในโรงพยาบาลของรัฐหรือเอกชนจึงไม่เพียงพอจนต้องเพิ่มโรงพยาบาลสนาม ถึงแม้ว่าจะขยายโรงพยาบาลสนามและมีเครื่องช่วยหายใจที่เพียงพอ แต่จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเปรียบเสมือนนักรบด่านหน้าที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับโรคระบาดไม่สามารถขยายเพิ่มได้ อีกทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ที่ทำงานหนักกันอยู่ทุกวันนี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงต่อการสัมผัสกับเชื้อ ทำงานภายใต้ภาวะความกดดันที่บีบคั้นทางใจและมีความรู้สึกเหนื่อยล้า หากบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อจะยิ่งทำให้อัตรากำลังนักรบด่านหน้าลดลงทันที ดังนั้นการมีอุปกรณ์เสริมที่สามารถเป็นเกราะป้องกันให้เหล่านักรบ ด่านหน้ามีความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ ห้องเอกซเรย์ หัวใจหลักในการวินิจฉัย เพื่อรักษาผู้ป้วยโควิด-19 โรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน หนึ่งในโรงพยาบาลสนามที่รองรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มสีเขียวและสีเหลือง จำนวน 700 เตียง ในแต่ละวันต้องรับผู้ป่วยกว่า 200 ราย โดยแต่ละรายต้องเอกซเรย์ปอดประมาณ 3-4 ครั้ง และบางรายมีอาการปอดอักเสบจะต้องเอกซเรย์มากกว่านั้น ซึ่งหากพบว่า ผู้ป่วยปอดอักเสบก็สามารถให้ยาต้านไวรัสฟาวิพิราเวียร์ทำให้ผู้ป่วยหายได้เร็วมากขึ้น ดังนั้นการเอกซเรย์ปอดจึงมีความสำคัญในการวินิจฉัยภาวะปอดอักเสบก่อนที่ผู้ป่วยจะมีอาการแย่ลงและรีบให้การรักษาได้ทันท่วงที แต่ด้วยข้อจำกัดของตู้เอกซเรย์ปอดของโรงพยาบาลฯ ที่เป็นเพียงตู้กระจกใสตู้ที่ผู้ป่วยจะต้องเข้าไปยืนแล้วใช้เครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่ในตู้ นอกจากความไม่สะดวกสบายของผู้ป่วยที่ต้องเข้าไปเอกซเรย์แล้วเจ้าหน้าที่ก็ต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยก็มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง ด้วยความห่วงใยและเพื่อช่วยปกป้องบุคลากรทางการแพทย์รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องที่เป็นนักรบด่านหน้าให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างปลอดภัยในการวินิจฉัยภาวะปอดอักเสบของผู้ป่วยติดเชื้อ โควิด-19 มูลนิธิเอสซีจีจึงมอบห้องเอกซเรย์โมดูลาร์ มูลค่า 2 ล้านบาท ห้องแรกของประเทศไทย ให้กับโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียน เพื่อเป็น เกราะป้องกันให้กับบุคลากรทางการแพทย์ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัย นวัตกรรม ที่ตอบโจทย์บุคลากรทางการแพทย์ ห้องเอกซเรย์โมดูลาร์ (Modular X-Ray Unit) เป็นนวัตกรรมแรกของไทยที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของบุคลากรทางการแพทย์ โดยทีม Living solution SCG
มูลนิธิเอสซีจี ส่งมอบห้องเอกซเรย์โมดูลาร์ (Modular X-Ray Unit) มูลค่า 2 ล้านบาท แก่ รพ.สนาม ณ รพ.ผู้สูงอายุบางขุนเทียน ซึ่งปัจจุบันรองรับผู้ป่วยกว่า 700 เตียง เพื่อเป็นเกราะป้องกันให้แพทย์และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างปลอดภัยในการวินิจฉัยภาวะปอดอักเสบในผู้ป่วยโควิด-19 ห้องเอกซเรย์โมดูลาร์นี้ นับเป็นนวัตกรรมแรกของไทย ออกแบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของบุคลากรทางการแพทย์ โดยทีม SCG Living Solution ซึ่งก่อสร้างในโรงงานใช้เวลาติดตั้งหน้างาน เพียง 7 วัน โดยห้องดังกล่าวถูกจัดการอากาศให้มีความดันลบ (Negative Pressure Room) ช่วยควบคุมแรงดันและการหมุนเวียนของอากาศและป้องกันอากาศรั่วไหล ถูกจัดการอากาศให้เหมาะสมก่อนปล่อยสู่ภายนอก เพื่อลดการกระจายของเชื้อไวรัส สร้างความปลอดภัยและมั่นใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์และคนไข้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ทั้งนี้พื้นที่การใช้งานถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ เป็นพื้นที่การปฏิบัติเพื่อควบคุมเครื่อง X-ray มีผนังกันรังสีเพื่อความปลอดภัย สื่อสารกับคนไข้ผ่านระบบสื่อสาร สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ภายในติดตั้งเครื่อง X-ray รองรับการเชื่อมต่อระบบไอทีเข้าสู่ส่วนกลางของโรงพยาบาล โดยวัสดุต่างๆ เช่น ผนัง กระจก และประตู ออกแบบเพื่อป้องกันรังสีเอกซเรย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านรังสีด้วยเช่นกัน