โอกาส คือ สิ่งที่ทุกคนสามารถหยิบยื่นให้กันได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ ที่ช่วยให้ชีวิตยังไปต่อได้ ซึ่งในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้นนี้ เราต่างก็เห็นผู้คนลุกขึ้นมาช่วยเหลือ แบ่งปันน้ำใจให้แก่กันและกัน ในรูปแบบที่ตัวเองสามารถทำได้ เช่นเดียวกับ โครงการปันโอกาส โดยมูลนิธิเอสซีจี ที่เปิดโอกาสให้พนักงานเอสซีจีได้รวมตัวกันแสดงออกซึ่งการมีจิตสาธารณะนำความรู้ความสามารถที่มีไปทำประโยชน์ และพัฒนาสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นแก่หมู่บ้าน ชุมชน และสังคม อันจะนำไปสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
           ซึ่งในปีนี้ พนักงานได้เสนอโครงการ ที่มุ่งเน้นเพื่อช่วยเหลือ สังคมและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 โดยมีโครงการที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกกว่า 20 โครงการ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “โครงการห้องเรียนสร้างบุญเรียนรู้ สู่ความมั่นคงทางอาหาร” โดยคุณสุทน แสนตันเจริญ จากเอสซีจี แพคเกจจิ้ง ได้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับโครงการที่เขาลงมือทำร่วมกับชุมชน ตำบล เบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เพื่อส่งมอบความรู้และเทคนิคการปลูกผักหาเลี้ยงชีพให้กับคนในชุมชน แก้ปัญหาความเดือนร้อนของชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ด้วยการ “ให้เบ็ด” แทนการ “ให้ปลา” ตามรอย “ศาสตร์พระราชา” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งจะช่วยให้ชาวบ้านสามารถใช้ความรู้ซึ่งเปรียบเสมือนเบ็ดนั้นไปหาปลากินได้ทุกเมื่อ

ปลูกความรู้ สู่ความยั่งยืน

           “แนวคิดแรกเริ่มของโครงการนี้คือ เราอยากช่วยเหลือชุมชนให้สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ ด้วยการสร้างแหล่งอาหารในครอบครัวตนเอง และขยายผลเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม โดยเราจะสอนปลูกผักให้กับคน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ ชุมชน ซึ่งปลูกผักสวนครัวเป็นอยู่แล้วแต่ผลผลิตยังไม่งอกงาม สร้างรายได้ไม่มากพอ เราจึงเข้ามาสอนเทคนิคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร เช่น การปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาวะแล้งจัด การป้องกันแมลงศัตรูพืชด้วยเทคนิคพิเศษ การปลูกพืชที่หลากหลายและครอบคลุม ไม่ใช่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน การทำแคปซูลเพาะพืชต้นอ่อน และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้เรายังสร้างความมั่นคงทางอาหาร ด้วยการสอนให้ชาวบ้านมีความหวงแหนเมล็ดพันธุ์พืชของตนเอง สร้างคลังเมล็ดพันธุ์พืช เพื่อถ่ายทอดเมล็ดพันธุ์พืชให้กับชาวบ้านหมู่อื่นต่อไป เพื่อไม่ให้พืชชนิดนั้นๆ สูญพันธุ์ ซึ่งสิ่งที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็ทำให้ชุมชน ได้รับความรู้มากขึ้น นำไปประยุกต์ใช้ สู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับคนในชุมชน
           กลุ่มที่สองคือ ลูกหลานในชุมชน ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และต้องเดินทางกลับภูมิลำเนา เราสอนให้เขาปลูกผักที่บ้านเพื่อรับประทานเอง สอนให้เขาสามารถนำความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้ในการปลูกผักและทำปุ๋ยจากขวดน้ำในพื้นที่แคบๆ หรือห้องพักในเมืองได้ เพื่อช่วยให้เขาประหยัดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน หรือสร้างเป็นรายได้ต่อไปในอนาคต” สำหรับโครงการนี้เราใช้พื้นที่ของวัดในการทำงาน คือที่สวนการเรียนรู้เกษตรวิถีพุทธ วัดหุบกระทิง เพราะคิดว่าวัดเป็นพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางในการรวมตัว รวมใจของชุมชน เป็นที่ที่ใครก็มาได้ ” คุณสุทนเล่าด้วยรอยยิ้ม

สอนปลูกผัก ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

           “หัวใจหลักที่สำคัญของโครงการนี้คือการทำให้คนตระหนักถึงการพึ่งพาตัวเอง โดยเริ่มจากการปลูกผักสวนครัวที่สามารถปลูกได้ง่าย เช่น ผักคะน้า กวางตุ้ง กะหล่ำปลี ผักบุ้ง มะเขือ พริก โดยศูนย์เรียนรู้จะเปิดอบรมทุกวันเสาร์ แบบครบวงจร ซึ่งคนที่เข้าร่วมโครงการกับเรา จะได้รับอุปกรณ์ทำดิน ทำปุ๋ย หัวเชื้อตั้งต้นให้ เมล็ดพันธุ์พืชที่นำไปปลูกกันแต่พอกินในครัวเรือน และต้นกล้าให้เขานำกลับไปก็ปลูกได้เลย เราสอนทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติจริง รวมทั้งมีการติดตามผล นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์เพื่อเป็นช่องทางการสื่อสารในการถามตอบปัญหาต่างๆ เช่น ทำไมผักไม่ขึ้น หรือผักมีอาการผิดปกติ ต้องทำอย่างไร เราจะมีคำตอบให้”

ขยายผลครอบคลุมทั้งจังหวัด

           “ขณะนี้เราได้ทำโครงการห้องเรียนสร้างบุญเรียนรู้ สู่ความมั่นคงทางอาหาร ครบทุกตำบลในอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีแล้ว โดยทำงานร่วมกับนักพัฒนาชุมชนอำเภอบ้านโป่ง ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีและจะขยายผลต่อไปเรื่อยๆ”

           “เสียงสะท้อนแรกที่หลายๆ คนบอกคือเขารู้สึกอุ่นใจว่าจะได้รับประทานผัก แม้ในยามวิกฤตก็ยังมีผักเอาไว้กินทุกวัน เพราะพืชผักกับคนไทยเป็นของคู่กัน ไม่ว่าจะรับประทานข้าวกับน้ำพริกก็ต้องมีผักแนม อย่างที่สองได้เรียนรู้วิธีการปลูกผักสวนครัวจากผู้เชี่ยวชาญ เพราะบางครอบครัว ถึงจะปลูกผักสวนครัวข้างบ้าน แต่ถ้าดูแลไม่ดีมันก็ไม่งอก บางคนเขาก็เอาความรู้นี้ไปต่อยอด เขาบอกว่าพอมีวิกฤตนี้ขึ้นมาก็เห็นเลยว่าการมีผักในบ้านเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องไปแย่งซื้อกับใคร เดินไปหลังบ้านข้างบ้านก็เด็ดกินได้เลย จึงคิดว่าโครงการนี้มันได้ไปจุดประกายให้คนเห็นถึงการพึ่งพาตัวเอง ซึ่งถ้าได้เรียนรู้ ก็เชื่อว่าทุกคนสามารถทำได้แน่นอน”