ข่าวสาร

มูลนิธิเอสซีจีรวมพลคนร้อนวิชา ร่วม SHOW POW โชว์พลังทำความดีกับโครงการเยาวชน คนทำดี ปีที่ 5

มูลนิธิเอสซีจีรวมพลคนร้อนวิชา ร่วม SHOW POW โชว์พลังทำความดีกับโครงการเยาวชน คนทำดี ปีที่ 5

การปลูกจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมของเยาวชนถือเป็นพันธกิจหนึ่งที่มูลนิธิเอสซีจีมุ่งมั่นดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการเยาวชน คนทำดี โดยมูลนิธิเอสซีจี ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เพียงรวมตัวกัน 5 คนขึ้นไปมา Show Pow โชว์พลังทำดีทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยนำความรู้ที่สอดคล้องกับวิชาหรือหลักสูตรที่น้องๆ กำลังศึกษาอยู่มาลงมือปฏิบัติจริงเพื่อแบ่งปันรอยยิ้มเติมความสุขให้แก่ชุมชนและสังคม ซึ่งโครงการที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับงบประมาณสนับสนุนเพื่อดำเนินงานด้วยวงเงินสูงสุดโครงการละ 100,000 บาท

สุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี ผู้ใหญ่ใจดีที่สนับสนุนให้เกิดโครงการนี้กล่าวว่า “เชื่อมั่นในคุณค่าของคน คืออุดมการณ์ที่มูลนิธิเอสซีจียึดถือมาโดยตลอด มูลนิธิฯ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากร ‘คน’ โดยเน้นที่เด็กและเยาวชน ไม่เพียงเท่านี้ มูลนิธิฯ ตระหนักเสมอว่าการปลูกจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม และส่งเสริมความเป็นผู้มีจิตอาสาให้หยั่งรากลึกในใจคนรุ่นใหม่ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างคนคุณภาพให้แก่สังคม เพราะสังคมต้องการ ‘คนเก่งและดี’ ซึ่งหมายถึงคนที่ไม่ได้เก่งในตำราเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นคนที่มีจิตสาธารณะควบคู่ไปด้วย เราจึงชวนนิสิต นักศึกษาให้นำความรู้ที่เรียนบวกกับพลังจิตอาสาไปทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ความรู้ในห้องเรียนจะมีคุณค่ายิ่ง หากสิ่งนั้นสามารถนำมาประยุกต์เพื่อรับใช้สังคมได้”

กุ้ง ปิ่นมณัฐ โคตรชา นักเรียนอาชีวะฝีมือชน ชั้น ปวส. 2 สาขาวิชาเทคโนโลยีออกแบบแฟชั่นและ สิ่งทอ จากรั้ววิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี เจ้าของโครงการ “สืบสานภูมิปัญญา พลิกฟื้นผืนเศษผ้า เพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ให้น้อง” 1 ในผู้ที่เคยร่วมโครงการปีที่แล้วได้บอกเล่าถึงประสบการณ์ การใช้องค์ความรู้ที่ร่ำเรียนมาเพื่อสืบสานภูมิปัญญาผ้าทอให้คงอยู่เล่าว่า “หนูเป็นคนอุดรฯ เติบโตมากับวิถีชีวิตของผ้าพื้นถิ่น ภาพจำของหูกทอผ้าและเสียงฟืมกระทบกี่เป็นความทรงจำวัยเด็กที่ไม่อาจลืมเลือน หนูคงใจหายหากวันข้างหน้าหูกทอผ้าจะหายไปจากอีสาน และจากการที่หนูกับเพื่อนๆ ลงพื้นที่ชุมชนบ้านแสงบูรพา ซึ่งเป็นแหล่งหัตถกรรมผ้าทอที่มีชื่อ พวกเราพบว่ามีเศษผ้าไหม ผ้าฝ้ายและผ้าขิด ที่ชาวบ้านตัดออกจากกี่ทอผ้าจำนวนมาก ซึ่งการกำจัดเศษผ้าเหลือใช้เหล่านี้จะเป็นการเผาเสียส่วนใหญ่ พวกเราจึงมาร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะช่วยลดขยะ ตลอดจนทำให้เยาวชนคนรุ่นใหม่รู้สึกรักและอยากจะสืบสานภูมิปัญญาผ้าทอให้คงอยู่ เราจึงรวมตัวกันสอนอาชีพให้กับเยาวชนท้องถิ่น โดยใช้วิธีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเศษผ้าทอพื้นเมืองเหลือใช้ ประกอบด้วยวิชาการตัดเย็บกระเป๋าจากเศษผ้า ซึ่งได้เรียนรู้จากอาจารย์เบญจวรรณ บุ้งทอง ครูผู้สอนสาขาวิชาเทคโนโลยีออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ โดยนำความรู้ที่เรียนมาช่วยกันออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบกว่า 10 รายการ ที่มีความยากง่ายต่างกัน เพราะกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กและเยาวชนซึ่งมีวัยแตกต่างกันตั้งแต่อายุ 9-25 ปี มีความสนใจต่างกัน มีความอดทนและมีสมาธิต่างกันตามช่วงวัย ดังนั้นหลักสูตรการเรียนรู้ต้องหลากหลายและประยุกต์ให้เหมาะสมกับทุกกลุ่ม อีกทั้งยังมีการสอนการคำนวณต้นทุนและกำไรที่จะได้รับจากการผลิต เพื่อเป็นแรงจูงใจและผลักดันให้เยาวชน เกิดความรู้สึกสนุกสนานและมีความสุข มีแรงกระตุ้นในการทำงาน และสร้างรายได้ได้จริง มีการรับรองมาตรฐาน ตลอดจนนำไปจำหน่ายในท้องตลาดจริง สร้างรายได้ให้กับเยาวชนและชุมชนอีกด้วย ต้องขอบคุณมูลนิธิเอสซีจีที่ให้การสนับสนุนการทำความดีในครั้งนี้ และหนูขอเชิญชวนให้เพื่อนๆ ที่มีไอเดียดีๆ มาสมัครร่วมโครงการในปีนี้ เพื่อแบ่งปันสร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับชุมชนกันนะคะ”

ด้านเหนือ ศตวรรษ ดอกจันทร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียาง ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เจ้าของโครงการ “พลังงานแสงอาทิตย์สำหรับผลิตไส้หมอน ขิดจากน้ำยางพารา” กล่าวเสริมว่า “ไส้หมอนขิดจากน้ำยางพารานั้นเกิดจากการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำในพื้นที่จังหวัดยโสธร โดยเป็นผลงานวิจัยของอาจารย์ชัยวุฒิ วัดจัง อาจารย์ประจำคณะของผม ซึ่งชาวบ้านตำบลศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ได้มาเข้าร่วมโครงการดังกล่าวด้วย โดยชาวบ้านได้ฝึกการตีฟองน้ำยางพาราเพื่อทำไส้หมอนยางพารา ซึ่งมีอายุทนทานกว่า ไม่เสื่อมสภาพง่าย และส่งผลดีต่อสุขภาพ เพราะไม่เก็บฝุ่นเหมือนกับไส้หมอนที่ทำจากนุ่น จนโด่งดังเป็นโอท็อปของจังหวัด และได้จัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสวนยางตำบลศรีฐาน ต่อมาชุมชนได้ประสบปัญหาเรื่องอัตราการผลิตที่ล่าช้าเพราะไส้หมอนขิดยางพารานั้นแห้งช้า ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ผมและเพื่อนๆ จึงได้คิดสร้างโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์รูปโดม โดยใช้แผ่นโพลีคาร์บอเนตในการทำหลังคา เพราะแผ่นโพลีฯ จะมีคุณสมบัติ คือ โปร่งแสงทำให้แสงส่องผ่านได้มาก แต่จะสะท้อนกลับได้น้อยทำให้อุณหภูมิภายในโรงอบสูงขึ้น ทำให้ไส้หมอนของชาวบ้านแห้งเร็วขึ้นทันต่อการเพิ่มผลผลิต และโรงอบยังมีพัดลมดูดอากาศ ในกรณีที่โรงอบมีอุณหภูมิสูงกว่าที่ตั้งไว้ พัดลมจะดูดอากาศออกไปภายนอกโรงอบ โดยที่ตัวพัดลมจะใช้พลังงานไฟฟ้าไปในการทำงานจากแผ่นโซลาเซลล์ที่ติตตั้งภายนอกโรงอบ ซึ่งโซลาเซลล์จะเปลี่ยนพลังงานแสงแดดเป็นพลังงานไฟฟ้าจ่ายไฟใต้พัดลม ทำให้โรงอบมีอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการตากหรืออบไส้หมอนของชาวบ้าน รวมทั้งยังใช้ตากหรืออบผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ ของชาวบ้านได้อีกด้วย เช่น ข้าว พริก เป็นต้น นอกจากนี้โรงอบนี้ยังเป็นต้นแบบการเรียนรู้ของชาวบ้านในชุมชนและชุมชนใกล้เคียง สร้างความภาคภูมิใจให้กับผมที่ได้สร้างประโยชน์ให้กับสังคม โดยได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาให้เกิดประโยชน์ สุดท้ายอยากฝากถึงเพื่อนๆ ที่มีพลังความรู้ ความคิดดีๆ มาสมัครเข้าร่วมโครงการนี้กันนะครับ นอกจากจะได้นำความรู้มาตอบแทนสังคมแล้ว ยังถือเป็นการพัฒนาศักยภาพของตนเองอีกด้วย”

มูลนิธิเอสซีจีประกาศรวมพลคนร้อนวิชา พลิกตำราทำความดี ร่วม Show Pow ตั้งแต่วันนี้ - วันที่ 15 มิถุนายน 2560 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ www.scgfoundation.org หรือโทร 02 586 5218 สนใจติดตามความเคลื่อนไหวโครงการฯ คลิก www.facebook.com/เยาวชนคนทำดี